บทความสุดท้าย
ของ นางสาวปิยธิดา โตสงค์ ม.5/7 เลขที่ 19
สวัสดีค่ะทุกคน นี่ก็เป็นบทความสุดท้ายของภาคเรียนที่ 1 แล้ว ก็อยากจะให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่อง "การให้" ไว้ซะหน่อยนึง เผื่อใครที่ได้อ่าน อาจเปลี่ยนความคิดไปไม่มากก็น้อย....
.........การให้.........
"การให้" คำนี้มีความหมายมากมายเต็มไปหมด นั่นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะนิยามความหมายของการให้ว่าอย่างไร แต่สำหรับดิฉันแล้ว การให้ ก็คือ เหตุที่ทำให้ทั้งผู้รับ และผู้ให้ มีความสุข การให้ เป็นการดำรงชีวิตในระดับสูงสุด และดิฉันเชื่อว่า "ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของชนทั้งหลาย"
การให้ทานที่ถูกต้อง หรือการให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ การให้ทานโดยไม่หวังผลใดๆ สิ่งที่เราให้ออกไปคือสิ่งที่เราได้กลับมา ถ้าคุณให้สิ่งที่ดี คุณก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับคืนมา ยิ่งคุณให้มาก คุณก็ยิ่งได้รับมากหรือได้กลับคืนมาเป็นสิบเท่า การให้ทานแก่ผู้อื่นควรทำแบบ ปิดทองหลังพระ นั่นก็คือ เมื่อเราให้โดยไม่หวังผลใดๆเลย เราจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีความสบายใจ เราจะไม่มัวมากังวลและยึดติดว่า เราได้ให้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามฉันต้องได้กลับคืน หากมัวแต่คิดแบบนี้ การให้ของเราก็คงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเป็นสุขเลย
ทุกคนสงสัยไหมคะ ว่าทำไมในภาษาอังกฤษ "การให้" ถึงใช้คำว่า "GIVE" เราพอจะสรุปลักษณะของ "การให้" (GIVE) ที่ก่อให้เกิดสุข ได้ดังนี้
G คือ Gladly (ให้ด้วยใจยินดี)
I คือ Impartially (ให้อย่างไม่ลำเอียง)
V คือ Voluntarily (ให้ด้วยความสมัครใจ)
E คือ Expecting Nothing Back (ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน)
หากคุณให้ด้วยลักษณะเช่นนี้ จงรู้ได้เลยว่าเป็นการให้ที่ "มีคุณค่า" อย่างมากที่สุด
แล้วคุณเชื่อหรือไม่ว่า "การให้ มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ
หลายๆคนมักจะคิดว่า การได้รับนั้น เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะไม่ต้องเสียทรัพย์สินเงินทองอะไร ก็สามารถได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว หารู้ไม่ว่า ผู้ที่รับนั้น ก็คือผู้ที่ไม่มี แต่ผู้ที่ให้นั้น คือผู้ที่มีพร้อม เขาจึงเลือกที่จะให้ได้ ฉะนั้น "การให้ จึงมีความสุขยิ่งกว่ากว่าการรับ"
การให้ทานที่ถูกต้อง หรือการให้ทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ การให้ทานโดยไม่หวังผลใดๆ สิ่งที่เราให้ออกไปคือสิ่งที่เราได้กลับมา ถ้าคุณให้สิ่งที่ดี คุณก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับคืนมา ยิ่งคุณให้มาก คุณก็ยิ่งได้รับมากหรือได้กลับคืนมาเป็นสิบเท่า การให้ทานแก่ผู้อื่นควรทำแบบ ปิดทองหลังพระ นั่นก็คือ เมื่อเราให้โดยไม่หวังผลใดๆเลย เราจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีความสบายใจ เราจะไม่มัวมากังวลและยึดติดว่า เราได้ให้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามฉันต้องได้กลับคืน หากมัวแต่คิดแบบนี้ การให้ของเราก็คงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเป็นสุขเลย
ทุกคนสงสัยไหมคะ ว่าทำไมในภาษาอังกฤษ "การให้" ถึงใช้คำว่า "GIVE" เราพอจะสรุปลักษณะของ "การให้" (GIVE) ที่ก่อให้เกิดสุข ได้ดังนี้
G คือ Gladly (ให้ด้วยใจยินดี)
I คือ Impartially (ให้อย่างไม่ลำเอียง)
V คือ Voluntarily (ให้ด้วยความสมัครใจ)
E คือ Expecting Nothing Back (ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน)
หากคุณให้ด้วยลักษณะเช่นนี้ จงรู้ได้เลยว่าเป็นการให้ที่ "มีคุณค่า" อย่างมากที่สุด
แล้วคุณเชื่อหรือไม่ว่า "การให้ มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" ดิฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ
หลายๆคนมักจะคิดว่า การได้รับนั้น เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะไม่ต้องเสียทรัพย์สินเงินทองอะไร ก็สามารถได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว หารู้ไม่ว่า ผู้ที่รับนั้น ก็คือผู้ที่ไม่มี แต่ผู้ที่ให้นั้น คือผู้ที่มีพร้อม เขาจึงเลือกที่จะให้ได้ ฉะนั้น "การให้ จึงมีความสุขยิ่งกว่ากว่าการรับ"
ถ้าหากมีใครยังสงสัยว่าการให้มันคืออะไรกัน แล้วมันจะทำให้เรามีความสุขจริงหรือไม่ ลองดูคลิปวีดีโอต่อไปนี้กันค่ะ
ทุกคนจงจำไว้นะคะ "การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ต่อไปไม่รู้จบ"
คลิปวีดีโอข้างต้นนั้น แม้จะเป็นเพียงวีดีโอสั้นๆ แต่เมื่อดูแล้ว ก็ทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง แต่หากยังคิดไม่ได้ หรืออยากจะรู้เกี่ยวกับ การให้มากขึ้น ลองฟังคลิปเสียงต่อไปนี้ดีกว่าค่ะ
คลิปเสียงต่อไปนี้ เป็นคลิปเสียงจากพระไพศาล วิสาโล ท่านได้เทศน์เรื่อง ชีวิตสมดุลได้ด้วยการให้ ฟังแล้วรู้สึกดีมากๆค่ะ ดิฉันจึงอยากให้ทุกคนได้ฟังเช่นกัน
สุดท้ายนี้ อยากฝากให้ทุกคน จงหมั่นให้ทานหรือสื่งที่มีค่าแก่ผู้ที่รู้จักคุณค่าหรือผู้ที่สมควรได้รับ เพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวท่านเอง และแก่ผู้อื่นด้วย...
ขอให้อานิสงค์ผลบุญ จากการให้ของท่าน นำพาให้ชีวิตของท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญสืบไป...
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น